วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์

กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์

      กฎหมายฉบับสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิ่งพิมพ์แต่เดิมนั้น คือ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับมานานแล้วและมีหลายบทบัญญัติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เช่น การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์ การตรวจข่าว ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะกระทำมิได้ ปัจจุบันพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 จึงได้ถูกยกเลิกไปแล้วและได้มีการประกาศใช้กฎหมายขึ้นใหม่อีกฉบับหนึ่งเพื่อใช้บังคับแทน คือ พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 โดยเริ่มมีผลใช้บังคับมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2550
      ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 นั้น กฎหมายให้เหตุผลว่า เนื่องจากบทบัญญัติบางมาตราในพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและสถานการณ์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิมพ์อื่น ๆ อีกหลายฉบับรองรับไว้เพียงพอต่อการคุ้มครองประโยชน์ของรัฐและประชาชนแล้ว จึงยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์และให้มีกฎหมายว่าด้วยจดแจ้งการพิมพ์เพื่อวางหลักเกณฑ์ในการรับจดแจ้งการพิมพ์เป็นหลักฐานให้ทราบว่า ผู้ใด เป็น ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบของประชาชนผู้ที่ได้รับความเสียหายในการฟ้องร้องดำเนินคดี
      หากพิจารณาดูตามเหตุผลของกฎหมายแล้ว ดูเหมือนว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์เลย แต่ในความเป็นจริงสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์กลับมีอยู่มากมาย หลายท่านอาจจะมองว่าการจัดทำสิ่งพิมพ์เป็นหน้าที่ของโรงพิมพ์ผู้ว่าจ้างไม่ได้ดำเนินการเอง ซึ่งการมองเช่นนี้อาจเป็นการมองข้ามประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญไป เพราะเรื่องการพิมพ์นี้มีภาษากฎหมายที่ต้องให้ความสนใจ คือ คำว่า "สิ่งพิมพ์" กับ "หนังสือพิมพ์" หลายท่านอาจสงสัยขึ้นมาอีกว่าสิ่งพิมพ์ก็ไปจ้างโรงพิมพ์ทำ หนังสือพิมพ์ก็ให้นักข่าวมาเขียนข่าวหรือไม่ก็เขียนบทความไปให้หนังสือพิมพ์ลง ดูแล้วไม่เห็นจะเกี่ยวกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์ไปได้เลย ผู้เขียนอยากให้ท่านลองพิจารณาต่อไปครับ
      ถ้า "สิ่งพิมพ์" เป็นแค่ใบโฆษณาสินค้า และ "หนังสือพิมพ์" เป็น หนังสือข่าวหัวสีที่วางให้เห็นทั่วไปตามแผงหนังสือ เพียงแค่นั้นก็คงไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์มากนัก แต่ก็อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่า "สิ่งพิมพ์" และ "หนังสือพิมพ์" เป็นภาษากฎหมาย จึงไม่ใช่คำที่มีความหมายทั่วไปที่จะใช้ความรู้ตามสามัญสำนึกธรรมดาเข้าใจไปเองได้ แต่ต้องพิจารณาจากความหมายที่กฎหมายบัญญัติความหมายขึ้นไว้โดยเฉพาะ "สิ่งพิมพ์" ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ หมายความว่า "สมุด หนังสือ แผ่นกระดาษ หรือวัตถุใด ๆ ที่พิมพ์ขึ้นเป็นหลายสำเนา" ส่วน "หนังสือพิมพ์" ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ หมายความว่า "สิ่งพิมพ์ ซึ่งมีจ่าหน้าเช่นเดียวกันและออกหรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึง นิตยสาร วารสาร สิ่งพิมพ์ที่เรียกชื่ออย่างอื่นทำนองเดียวกัน"
      หากพิจารณาตามความหมายที่กฎหมายให้นิยามไว้ อาจอธิบายได้ว่า หนังสือพิมพ์ทุกประเภทเป็นสิ่งพิมพ์ แต่สิ่งพิมพ์อาจจะไม่ใช่หนังสือพิมพ์ก็ได้ เช่น ใบโฆษณาบ้านจัดสรรเป็นสิ่งพิมพ์ แต่วารสารThai Appraisal ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้เป็นหนังสือพิมพ์ แล้วหนังสือบริหารด้วยรัก หนังสือคุณธรรมธุรกิจ โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย จะจัดเป็นสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์กันแน่ ในประเด็นนี้จะเห็นได้ว่าหนังสือย่อมเป็นสิ่งพิมพ์อย่างแน่นอนแต่จะเข้าข่ายเป็นหนังสือพิมพ์ด้วยหรือไม่ต้องพิจารณาว่าสิ่งพิมพ์นั้นมีจ่าหน้าเช่นเดียวกันและออกหรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไปหรือไม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหนังสือบริหารด้วยรัก และหนังสือคุณธรรมธุรกิจไม่ได้มีลักษณะที่จะออกตามลำดับเรื่อยไป หนังสือทั้งสองเล่มจึงเป็นสิ่งพิมพ์แต่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ตามความหมายของกฎหมาย
      ประเด็นว่าเป็น "สิ่งพิมพ์" หรือ "หนังสือพิมพ์" มีความสำคัญอย่างไรนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กำหนดคุณสมบัติของ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ และเจ้าของหนังสือพิมพ์ ตลอดจนกำหนดหลักเกณฑ์การจดแจ้งการพิมพ์ไว้ โดยบัญญัติหลักเกณฑ์ในส่วนของสิ่งพิมพ์ และหนังสือพิมพ์ ไว้แยกจากกันเฉพาะ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามย่อมมีโทษตามกฎหมายติดตามมา นั่นหมายความว่าหากได้รู้ถึงกฎเกณฑ์ของกฎหมายและได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นอย่างถูกต้องแล้วย่อมเป็นการป้องกันไม่ให้ได้รับผลร้ายที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง
      สำหรับ "สิ่งพิมพ์" ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องสำคัญในกฎหมาย คือ ผู้พิมพ์ และผู้โฆษณา ซึ่งกฎหมายกำหนดคุณสมบัติไว้ คือ
1.มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
2.มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร
3.ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
4.ไม่เคยต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นความผิดโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
5.กรณีนิติบุคคลเป็น ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลนั้นต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นด้วย
      ในทางปฏิบัติการจัดทำแผ่นพับ แผ่นโฆษณาทั้งหลาย มักจะว่าจ้างให้โรงพิมพ์เป็นผู้ดำเนินการ แต่สาเหตุที่ต้องนำมากล่าวถึงในเรื่องนี้เนื่องจากกฎหมายวางหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในประเทศไทยซึ่งไม่ใช่หนังสือพิมพ์รวมถึงสิ่งพิมพ์ที่บันทึกด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขายหรือให้เปล่าไว้โดยเฉพาะให้ต้องแสดงข้อความ ดังต่อไปนี้ชื่อของผู้พิมพ์และที่ตั้งโรงพิมพ์ชื่อและที่ตั้งของผู้โฆษณา เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติได้ออกให้
      กรณีของสิ่งพิมพ์นั้น ผู้พิมพ์ต้องส่งสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในประเทศไทยซึ่งไม่ใช่หนังสือพิมพ์จำนวน 2 ฉบับให้หอสมุดแห่งชาติภายใน 30 วันนับแต่วันเผยแพร่ หากฝ่าฝืนไม่จัดส่งให้หอสมุดแห่งชาติภายในกำหนดหรือไม่แสดงข้อความที่กฎหมายกำหนด สำหรับสิ่งพิมพ์ที่เป็นหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นในประเทศไทยซึ่งไม่ใช่หนังสือพิมพ์ รวมถึงสิ่งพิมพ์ที่บันทึกด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขายหรือให้เปล่า ต้องระวางโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทและหากยังฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับรายวันอีกวันละไม่เกินหนึ่งพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ส่วนผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ที่ขาดคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดมีโทษทางอาญาจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      สิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงอสังหาริมทรัพย์มากอีกประเภทหนึ่ง คือ หนังสือพิมพ์ ซึ่งหากพิจารณาการประกอบกิจการในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าการสื่อสารการตลาดระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ภาคอสังหาริมทรัพย์หลายบริษัทมักจะจัดทำนิตยสารหรือวารสารนอกเหนือจากแผ่นพับ แผ่นโฆษณา เพื่อเสนอข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกันอย่างแพร่หลาย และหากพิจารณาจากความหมายของกฎหมายจะเห็นได้ว่าทั้งนิตยสารและวารสารล้วนจัดเป็นหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายทั้งสิ้น ซึ่งการจัดทำหนังสือพิมพ์นั้นจะมีผู้ที่มีบทบาทสำคัญอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มของ เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ผู้พิมพ์ หรือผู้โฆษณา กลุ่มหนึ่ง และกลุ่มของผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหา ข้อความ หรือภาพ ที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ หรือที่เรียกว่า บรรณาธิการ อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในทางปฏิบัติจะพบเห็นได้โดยทั่วไปว่าในสองกลุ่มที่กล่าวถึงนี้มักจะมีคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้ที่มีบทบาททั้ง 2 กลุ่มนี้กฎหมายได้กำหนดคุณสมบัติไว้ต่างหากจากกัน
      สำหรับ "เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ผู้พิมพ์ หรือผู้โฆษณา หนังสือพิมพ์" ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กำหนดคุณสมบัติไว้เช่นเดียวกับกรณีของสิ่งพิมพ์แต่มีรายละเอียดเพิ่มเติมคือ บุคคลที่เป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ผู้พิมพ์ หรือผู้โฆษณา ที่เป็นบุคคลธรรมดาต้องมีสัญชาติไทย และหากเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เป็นนิติบุคคลต้องมีบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของหุ้นทั้งหมดและต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมดเป็นผู้มีสัญชาติไทย และห้ามมิให้บุคคลใดถือหุ้นแทนบุคคลซึ่งมิได้มีสัญชาติไทย ซึ่งหากขาดคุณสมบัติจะถูกเพิกถอนการจดแจ้งหนังสือพิมพ์
      ส่วน "บรรณาธิการหนังสือพิมพ์" พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กำหนดให้บุคคลผู้เป็นบรรณาธิการ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้
มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
มีสัญชาติไทย หรือสัญชาติแห่งประเทศซึ่งมีสนธิสัญญากับประเทศไทย
มีถิ่นที่อยู่ประจำในราชอาณาจักร
ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
ไม่เคยต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่พ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นความผิดโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
      กรณีของหนังสือพิมพ์กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นจดแจ้งการพิมพ์ ในการยื่นจดแจ้งการพิมพ์ต้องยื่นแบบการจดแจ้งการพิมพ์ที่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนในเขตภูมิภาคสามารถยื่นจดแจ้งได้ที่ ส่วนวัฒนธรรมจังหวัด โดยต้องยื่นแบบจดแจ้งการพิมพ์พร้อมหลักฐาน ดังต่อไปนี้
1. ชื่อ สัญชาติ ถิ่นที่อยู่ของผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์แล้วแต่กรณี
2 .ชื่อของหนังสือพิมพ์
3. วัตถุประสงค์และระยะเวลาออกหนังสือพิมพ์
4. ภาษาที่หนังสือพิมพ์จะออกใช้
5. ชื่อและที่ตั้งโรงพิมพ์หรือสถานที่พิมพ์
6. ชื่อและที่ตั้งสำนักงานของหนังสือพิมพ์
      ถ้าออกหนังสือพิมพ์โดยไม่จดแจ้งการพิมพ์ หรือกรณีที่ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของหนังสือพิมพ์ ไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน กฎหมายกำหนดโทษทางอาญาจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
สำหรับบรรดาหนังสือพิมพ์ซึ่งได้แจ้งความแก่เจ้าพนักงานการพิมพ์ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ก่อนที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กฎหมายให้ถือว่าหนังสือพิมพ์ดังกล่าวได้มีการจดแจ้งการพิมพ์ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 แล้ว และรวมถึงบรรดาผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา บรรณาธิการ หรือเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ที่ได้จดแจ้งตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ก่อนที่จะประกาศใช้พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 กฎหมายให้ถือว่าได้มีการจดแจ้งการพิมพ์ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ด้วย
      กฎหมายจดแจ้งการพิมพ์เปิดโอกาสให้มีการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นออกสู่สาธารณะได้สะดวกขึ้นกว่าเดิม ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้การพัฒนาองค์ความรู้ด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยสามารถนำเสนอได้อย่างกว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น เพราะกฎหมายได้ลดอุปสรรคในการใช้เสรีภาพบางประการลง แม้ว่าพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์จะส่งเสริมให้มีการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นออกสู่สาธารณะได้สะดวกขึ้นแต่ก็ไม่ได้นำข้อดีของกฎหมายการพิมพ์ฉบับเดิมมาบัญญัติไว้ด้วย การใช้เสรีภาพจึงต้องระมัดระวังในการใช้เสรีภาพในทางที่กระทบกระทั่งต่อเสรีภาพของบุคคลอื่นอันอาจนำมาซึ่งการฟ้องร้องดำเนินคดี ผู้เขียนจึงอยากทิ้งท้ายให้ผู้อ่านระลึกอยู่เสมอว่า "เสรีภาพนั้นคู่กับความรับผิดชอบเสมอ"

ขอบคุณข้อมูลจาก 

อ.อนุพจน์ พนาพรศิริกุล นบ., นม. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

 ประวัติการพิมพ์ในต่างประเทศ(ประเทศโลกตะวันออก)

  ประวัติการพิมพ์ของโลกตะวันออก

         โลกตะวันออก หมายถึง ดินแดนทวีปเอเซียตะวันออก อันได้แก่ ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ เมื่อราว ปี พ.ศ. 288 ชาวจีนเป็นชาติแรกที่คิดค้นการพิมพ์ได้สำเร็จ โดยใช้การแกะสลักบนแผ่นหิน กระดูกสัตว์ และงาช้าง สำหรับใช้ประทับลงบนดินเหนียวหรือขี้ผึ้ง เนื่องจากในขณะนั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักกระดาษและหมึก การแกะสลักนั้นต้องแกะเป็นตัวกลับ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรส

  ลำดับการกำเนิดการพิมพ์ในประเทศโลกตะวันออก

  1. ปี พ.ศ.648 ชาวจีนชื่อไซลั่น ได้คิดวิธีการทำกระดาษขึ้นจากเยื่อของพืช เช่น เยื่อจากต้นปอ ทำให้กระดาษเป็นวัสดุหลักในการเขียนและพิมพ์ 
  2. ปี พ.ศ.718 ชาวจีนได้แกะสลักวิชาความรู้ต่าง ๆ ไว้บนแผ่นหิน จึงได้เกิดการจำลองหรือคัดลอกต้นฉบับที่สลักไว้บนแผ่นหินด้วยวิธีพิมพ์แบบการลอกรูป โดยการใช้กระดาษไปทาบบนแผ่นหินแล้วใช้ถ่านหรือสีถูทาทำให้เกิดภาพหรือรูปรอยบนแผ่นกระดาษ 
  3. ปี พ.ศ.943 ชาวจีนรู้จักนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกดำ เมื่อนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกแล้ว จึงคิดวิธีที่จะทำหมึกจากเขม่าไฟไว้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยนำเอาเขม่าไฟเป็นเนื้อสี ใช้กาวที่เคี่ยวจากกระดูกสัตว์ หนังสัตว์ เขาสัตว์ เป็นตัวยึดโดยทำเป็นแท่ง ๆ ซึ่งชาวจีนเรียกว่า บั๊ก เวลาใช้ก็เอาแท่งหมึกแตะน้ำแล้วฝนลงบนแผ่นหิน หมึกก็จะออกมาบนแผ่นหิน แล้วใช้พู่กันจุ่มหมึกและเขียน หมึกแท่งที่คิดได้นี้ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน
  4. ปี พ.ศ.1118 จีนได้เริ่มการพิมพ์โดยใช้บล็อกไม้ โดยการแกะแม่พิมพ์บนแผ่นไม้ โดยแกะเป็นตัวกลับ ส่วนที่ต้องจะเป็นส่วนที่นูนสูงขึ้นมา เมื่อเอาหมึกคลึงบนแม่พิมพ์ หมึกจะเกาะบนส่วนที่นูนสูงขึ้น เมื่อเอากระดาษวางบนแม่พิมพ์ แล้วใช้แรงกด หมึกจะติดบนกระดาษขึ้นมา
  5. ปี พ.ศ.1411 วางเชียะ ได้พิมพ์หนังสือขึ้นเป็นเล่มแรก (วัลลภ สวัสดิวัลลภ, 2535, หน้า 62) ซึ่งยังคงให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ชื่อ วัชรสูตร มีลักษณะเป็นม้วนยาว 16 ฟุต กว้าง 1 ฟุต พบในผนังถ้ำทุนวาง  ของจีน ในหนังสือมีระบุว่าพิมพ์เมื่อ 16 พฤษภาคม พ.ศ.1411
  6. ปี พ.ศ.1584-1592 ชาวจีนชื่อไป่เช็ง คิดวิธีที่จะนำแม่พิมพ์ที่ใช้แล้วนำกลับมาเรียงใช้ได้อีก จึงทดลองเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นแท่งแล้วแกะเป็นตัวอักษรนูนตัวกลับ แล้วนำไปตากให้แห้งก่อนเผาไฟ แล้วเก็บไว้เป็นช่อง ๆ ในช่องหนึ่งช่องจะมีอักษรเดียวกัน หลาย ๆ ตัว เมื่อต้องการจะใช้ตัวใดก็นำมาเรียงต่อกัน เมื่อใช้เสร็จก็นำเก็บไว้ยังช่องเดิม เพื่อสามารถนำมาใช้ใหม่ได้อีก วิธีการนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียงพิมพ์
  7. ปี พ.ศ.1933 ชาวเกาหลี เป็นชาติแรกที่คิดหล่อตัวพิมพ์ด้วยโลหะได้สำเร็จ โดยเบ้าหลอมทำด้วยดินทราย ตัวพิมพ์หล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ (โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก) ซึ่งตัวเรียงโลหะนี้ยังใช้กันจนถึงปัจจุบัน แต่เปลี่ยนส่วนผสมของโลหะไปเป็นพลวง ตะกั่ว และดีบุก นับเป็นการพิมพ์แบบตัวเรียงด้วยโลหะเป็นครั้งแรก การหล่อตัวพิมพ์ได้แพร่หลายเข้าไป ประเทศจีนและญี่ปุ่น

 สรุปการกำเนิดการพิมพ์ในประเทศโลกตะวันออก

  จากการศึกษาลำดับขั้นพัฒนาการของเครื่องพิมพ์ในประเทศโลกตะวันออกพบว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความสำคัญในการกำเนิดเครื่องพิมพ์ตั้งแต่การเริ่มผลิตกระดาษโดยใช้เยื่อของพืช เช่น เยื่อจากต้นปอ ทำให้กระดาษเป็นวัสดุหลักในการเขียนและพิมพ์ และต่อมาจีนยังได้นำความรู้ความสามารถต่างๆมาปรับใช้ในการพิมพ์ตั้งแต่การใช้เทคนิคการพิมพ์ด้วยถ่านหรือสีถูทาทำให้เกิดภาพหรือรูปรอยบนแผ่นกระดาษ การนำเขม่าไฟมาทำเป็นหมึกดำ การพิมพ์โดยใช้บล็อกไม้ โดยการแกะแม่พิมพ์บนแผ่นไม้และวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจนสามารถทำหนังสือเล่มแรกขึ้นได้ใน ปี พ.ศ.1411  และพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นเครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยในปัจจุบัน

                สมาชิกกลุ่ม
นาย เจษฎาภรณ์ บุญรัตน์ 601011172
นาย ทักษ์ดนัย ชูหว่าง 601011185

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

ความสำคัญของสัตว์ป่าสงวน



ความสำคัญของสัตว์ป่าสงวน


ความสำคัญของป่าสงวน
        ในอดีตที่ผ่านมาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยอุดมสมบูรณ์พื้นที่ป่า ยังคงปกคลุมทั่ว สัตว์ป่ามีอยู่อย่างชุกชุมมีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือยไม่รู้คุณค่าโดยเฉพาะสัตว์ป่ามีการล่าเป็นอาหารล่าเพื่อเป็นกีฬาและ ล่าเพื่อการค้าทั้งในประเทศ และ ส่งออกต่างประเทศ โดยปราศจากกฎหมายใดๆคุ้มครอง ต่อมาเมื่อประชากรเพิ่มขึ้น การบุกรุกป่าเพื่อทำกินมีมากขึ้นสัตว์ป่าถูกคุกคามและ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา ในรอบหลายสิบปีจนบางชนิด ได้สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยสูญพันธุ์ไปจากโลกสัตว์ชนิดนั้นคือ สมัน ซึ่งเป็น กวางที่มีเขาสวยงามที่สุดชนิดหนึ่งดังนั้นปี พ.ศ. 2503 ภาครัฐโดยการ ร่วมมือขององค์กรอนุรักษ์ต่างๆได้ตระหนักถึงคุณค่าของสัตว์ป่า และผลักดันให้เกิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับแรกของประเทศไทยคือ พระราชบัญญัติสงวน และ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 ซึ่งในกฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดสัตว์ป่าที่หายากเป็น สัตว์ป่าสงวน"จำนวน 9 ชนิด คือ แรด กระซู่ กูปรีหรือ โคไพร ควายป่า ละองหรือละมั่ง " สมันหรือเนื้อสมัน ทรายหรือเนื้อทรายหรือตามะแน เลียงผาหรือเยืองหรือกูรำ หรือ โครำ และ กวางผาเมื่อเวลาผ่านไปได้มีการปรับปรุงกฎหมายให้เกิดความทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์สัตวว์ป่าในประเทศไทย และสอดคล้องกับความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรระดับนานาชาติได้มีการตราพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535ซึ่งมีผลบังคับใช้.มาจนถึงปัจจุบัน
        ซึ่งในพระราชบัญญัติได้แก้ไข เพิ่มเติมรายชื่อสัตว์ป่าสงวนด้วยพิจารณาเห็นว่าประชากรสัตว์ป่าหลายชนิดเพิ่มขึ้นจากการเพาะขยายพันธุ์ เช่น เนื้อทราย และประชากรสัตว์ป่า อีกหลาย ชนิดลดลงอย่างน่าวิตก เช่น นกแต้วแล้วท้องดำ หรือสัตว์ป่าบางชนิดไม่มีรายงานการพบเห็นมาเป็นระยะเวลานานเช่น นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน จึงได้ถอดชื่อเนื้อทรายออกจากบัญชีสัตว์ป่าสงวน และเพิ่มนกเจ้าฟ้าหิงสิริธร นกแต้วแล้วท้องดำนกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ และ พะยูน หรือหมูน้ำ รวมเป็นสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าการเผยแพร่ข้อมูลด้านวิชาการที่ถูกต้อง และ สมบูรณ์ให้แก่หน่วยงานทั้ง ภาครัฐและภาคเอกชนนักศึกษานักเรียน และประชาชนทั่วไป ได้ทราบถึง ความงดงามความมีคุณค่า เกร็ดความรู้ต่างๆของสัตว์ป่าสงวนแต่ละชนิดรวมทั้งปัจจัยคุกคามจนทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นอยู่ในสภาวะวิกฤติประชากรเสี่ยงต่อการสูพันธุ์จะช่วยให้ทุกคนหันมาช่วยกันคุ้มครองป้องกันภัยให้สัตว์ป่าสงวนอยู่รอดสืบลูกหลานต่อไป